วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ภาคตะวันออก

แก่งหินเพิง


แก่งหินเพิง ตั้งอยู่ที่ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ที่สวยงามอยู่ในลำน้ำใสใหญ่ อยู่ในเขตความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 (ใสใหญ่) หรือ ขญ. 9 อำเภอนาดี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่เหมาะแก่การล่องเรือยางที่ท้าทาย และสนุกสนาน ในช่วงฤดูฝนราวเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำหลาก ล้นแก่ง และไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ เหมาะสำหรับการล่องแก่งหินเพิง หากพ้นช่วงฤดูฝนไปแล้วแก่งหินเพิงนี้จะกลายเป็นลานโขดหินกว้างใหญ่ การล่องแก่งหินเพิงจะผ่านแก่งต่าง ๆ ได้แก่ แก่งหินเพิง แก่งวังหนามล้อม แก่งวังบอน แก่งลูกเสือ แก่งวังไทร แก่งงูเห่า การล่องใช้แพยางนั่งประมาณ 8-10 คน ผู้ประกอบการจะพานักท่องเที่ยวเดินป่าไปยังต้นน้ำ ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที จากนั้นจะเริ่มล่องแก่งมายังจุดสุดท้ายบริเวณ ขญ. 9 ระยะเวลาในการล่องแก่งประมาณ 20 นาที นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อบริษัทนำเที่ยวที่จัดกิจกรรมล่องแก่งหินเพิง และสามารถพักค้างแรมแบบแค้มปิ้ง หรือพักรีสอร์ทในเขตอำเภอนาดีก็ได้



ภาคใต้

น้ำตกสิรินธร




น้ำตกสิรินธร ลักษณะโดยทั่วไปไม่ใช่น้ำที่ตกมาจากผาสูง หากแต่เป็นลักษณะธารที่ค่อยๆลาดไหลมาจากแนวป่าสูง มีแอ่งน้ำลานหิน นั่งพักผ่อนได้ ธารน้ำตกจะไหลไปรวมที่คลองอัยกาดิง มักจะมีคนท้องถิ่นเข้ามาเที่ยว สิ่งที่ควรชมนอกเหนือจากน้ำตก ก็คือ โครงการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับป่าภาคใต้ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีการรวบรวมไว้กว่า 200 ชนิด โดยจัดปลูกพรรณไม้ต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ ตามสภาพธรรมชาติ และมีป้ายบอกชื่อ รวมทั้งประโยชน์ใช้สอยติดไว้ให้ศึกษา มีความน่าสนใจทั้งในแง่พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน และการนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เพื่อพัฒนาเป็นไม้ประดับและพืชเศรษฐกิจ ผู้สนใจเข้าชมได้ระหว่างเวลา 8.30–16.00 น.


ภาคกลาง

วัดเขาวงพรหมจรรย์


วัดเขาวงพรหมจรรย์  ตั้งอยู่ตำบลวังหิน เข้าทางเดียวกับวัดถ้ำเขาตะพาบแต่อยู่เลยมาประมาณ 7 กิโลเมตร และแยกเข้าซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในหุบเขา 2 ลูก คือเขาวงและเขาพรหมจรรย์ มีถ้ำที่น่าสนใจอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำแจ้ง มีแสงส่องถึง ถ้ำงูเหลือม มีงูเหลือมอาศัยอยู่ ถ้ำน้ำ มีน้ำขังตลอด ช่วงแล้งน้ำถึงเข่า ช่วงฝนน้ำถึงอก ส่วน ถ้ำเพชรถ้ำพลอย มีหินงอกหินย้อย เวลาสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาวคล้ายเพชรพลอย การเข้าชมถ้ำแก้วและถ้ำเพชรต้องมีคนนำทาง บริเวณวัดมีชะง่อนหินตั้งเป็นแท่งสูงมีมณฑปขนาดเล็กอยู่บนยอด และไหล่เขาสร้างอุโบสถสวยงาม



ภาคเหนือ

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว


มีพื้นที่ 149,375 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ของอำเภอบ้านโคก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อปี 2537 ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย - ลาว มียอดภูสอยดาวสูงที่สุด 2,102 เมตร จากระดับทะเล สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุม เป็นป่าดิบเขาสลับทุ่งหญ้าและป่าสน เช่น ป่าสนสามใบ อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีดอกไม้ป่าพันธุ์ต่างๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่างๆ ขึ้นอยู่กลางป่าสน ภูสอยดาวสามารถจะมาท่องเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าหากอยากดูดอกไม้สีสวยๆ ที่มักจะขึ้นเพื่อรับความชุ่มชื้นในช่วงหน้าฝน ควรจะมาในช่วงปลายฝนต้นหนาว

สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่
น้ำตกภูสอยดาว อยู่ใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มี 5 ชั้น มีน้ำไหลตลอดปี แต่จะมีน้ำมากในช่วงหน้าฝน
ลานสน การเดินทางสู่ยอดลานสนต้องขึ้นเขาลาดชันเกือบตลอดเส้นทาง และผ่านเนินต่าง ๆ ที่มีชื่อบอกถึงความยากลำบากในการเดินผ่านแต่ละเนิน เช่น เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และเนินมรณะ ที่มีความสูงชันมากที่สุด แต่เส้นทางที่เดินขึ้นไปนั้นไม่ยุ่งยากเพราะจะเดินไต่เขาขึ้นไปตามสันเขาไม่มีทางแยกไปไหน ระยะทางเดินเท้าขึ้นลานสนประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 5-6 ชั่วโมง บนลานสนจะเป็นทุ่งหญ้า มีต้นสนสองใบ สนสามใบ ต้นหงอนนาค ที่มีสีม่วงตัดกับดอกสร้อยสุวรรณาที่มีสีเหลือง ออกดอกให้ดูสวยงาม และดอกไม้อีกนานาชนิดที่ขึ้นอวดความสวยงามและสร้างความสดขื่นสดใสให้กับลานสน บนลานสนเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามด้วย บนลานสนไม่มีบ้านพักและอาหาร หากต้องการจะขึ้นไปพักค้างแรมต้องเตรียมเต็นท์และอาหารไปเอง และหากนักท่องเที่ยวต้องการลูกหาบช่วยขนสัมภาระก็มีบริการ การจะขึ้นบนลานสนต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทาง และอุทยานฯ จะอนุญาตให้ขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 08.00–13.00 น.
น้ำตกสายทิพย์ เป็นน้ำตกอยู่บนลานสน มี 7 ชั้น ทางไปน้ำตกเป็นหุบเขา ค่อนข้างลาดชัน
อุทยานฯ มีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยว และสามารถกางเต็นท์ได้บนยอดลานสน สอบถามรายละเอียดได้ที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร. 579–5734, 579–7223 หรือที่ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ 53110
             อัตราค่าบริการ
             บริเวณลานสนภูสอยดาว  ชาวไทย ผู้ใหญ่คนละ 40 บาท เด็กคนละ 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่คนละ 200 บาท เด็กคนละ 100 บาท
             บริเวณอื่นๆ                      ชาวไทย ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็กคนละ 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่คนละ 100 บาท เด็กคนละ    50 บาท

การเดินทาง
จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1045 ผ่านเขื่อนสิริกิติ์ สู่อำเภอน้ำปาด ระยะทาง 68 กิโลเมตร ต่อจากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 1239 ไปทางบ้านห้วยมุ่นอีกประมาณ 47 กิโลเมตร และจากบ้านห้วยมุ่นใช้เส้นทางหมายเลข 1268 อีก 18 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกภูสอยดาว ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินเท้าขึ้นสู่ยอดลานสน สำหรับรถโดยสารประจำทาง จากอุตรดิตถ์จะมีรถโดยสารปรับอากาศออกจากตลาดอำเภอเมือง (ตลาดต้นโพธิ์) ไปอำเภอน้ำปาดทุกชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 06.00–17.00 น. (แต่รถเที่ยวแรกจะเข้ามาที่สถานีขนส่ง เวลา 05.00 น.) ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง จากนั้นลงรถที่หน้าโรงพยาบาลอำเภอน้ำปาด จะมีท่ารถสองแถว ต้องเหมารถไปภูสอยดาวประมาณ 300 บาท ใช้เวลาเดินทางอีก 3 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินทางกลับทางอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ต้องเหมารถไป ราคาประมาณ 500 บาท ใช้เวลา 2 ชั่วโมง และต่อรถโดยสารไม่ปรับอากาศที่อำเภอชาติตระการ สายชาติตระการ-นครไทย-พิษณุโลก มีรถบริการระหว่างเวลา 05.00–17.30 น. ช่วงนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 43 บาท รถโดยสารจากพิษณุโลก กลับกรุงเทพฯ ควรจะไปซื้อตั๋วที่บริษัทในตลาดโดยตรงมากกว่าที่จะมาที่สถานีขนส่ง เนื่องจากมีโควต้าขายตั๋วน้อย

ภาคอีสาน

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท


ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,430 ไร่ ในเขตบ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข 2 เส้นอุดรธานี-หนองคาย ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 13 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปทางอำเภอบ้านผือ ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร แยกขวาประมาณ 500 เมตร และตรงไปตามเส้นทางหมายเลข 2348 อีกประมาณ 12 กิโลเมตร มีแยกขวาเป็นทางเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลาจากขบวนการกัดกร่อนทางธรรมชาติทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่าง ๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในอดีตที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ

พระพุทธบาทบัวบก ตั้งอยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477 คำว่า "บัวบก" เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามป่า มีหัว และใบคล้ายใบบัว ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ผักหนอก บัวบกนี้คงจะมีอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาท จึงเรียกรอยพระพุทธบาทนี้ว่า "พระพุทธบาทบัวบก" หรือคำว่าบัวบกอาจจะมาจากคำว่า บ่บก ซึ่งหมายถึง ไม่แห้งแล้ง รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ลงไปในพื้นหินยาว 1.93 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2465 พระอาจารย์ศรีทัตย์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ และยังสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองวางทับรอยพระพุทธบาทเดิมไว้ ภายในพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม มีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

พระพุทธบาทหลังเต่า ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระพุทธบาทบัวบก มีลักษณะเป็นรอยพระบาทสลักลึกลงไปในพื้นหิน ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ใจกลางพระบาทสลักเป็นรูปดอกบัว กลีบแหลมนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเนื่องจากพระพุทธบาทแห่งนี้อยู่ใกล้กับเพิงหินธรรมชาติรูปร่างคล้ายเต่า จึงได้ชื่อว่า “พระพุทธบาทหลังเต่า”

ถ้ำ และเพิงหินต่าง ๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง (ซึ่งถ้ำเหล่านี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์สมัยหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่าง ๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปรายเรขาคณิต) นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนสาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่าง ๆ ไว้ ทำให้มนุษย์รุ่นหลัง ๆ ได้จินตนาการผูกเป็นเรื่องตำนานพื้นบ้าน คือ เรื่อง “นางอุสา-ท้าวบารส” เพิงหินที่สวยงามเหล่านี้ ได้แก่ คอกม้าท้าวบารส หอนางอุสา บ่อน้ำนางอุสา นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมา และหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวาราวดี ที่เพิงหินวัดพ่อตา และเพิงหินวัดลูกเขย ในช่วงปลายฝนต้นหนาวจะมีดอกไม้เล็ก ๆ ขึ้นอยู่ตามพื้นที่ชุ่มชื้นบริเวณลานหินเหล่านี้
 ภายในบริเวณอุทยานฯ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลของอุทยานฯ รวมทั้งแผนที่ และเส้นทางเดินเที่ยวชมบริเวณ

เวลาเปิด-ปิด : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.

อัตราค่าเข้าชม:  นักท่องเที่ยว ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ  100 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4222 2909 ต่อ 218




ภาคตะวันตก

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


เป็นอุทยานที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทยมีพื้นที่ถึง 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ ในเขตอำเภอแก่งกระจานอำเภอหนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ยังคงสภาพเป็นป่าดงดิบตามธรรมชาติที่สมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่งได้รับการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2524 โดยกำหนดพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและป่าเหนือเขื่อนแก่งกระจานเป็นเขตอุทยานฯเป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานฯเป็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี สภาพภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานฯ คือยอดเขางะงันนิกยวงตองอยู่ในเขตรอยต่อประเทศพม่าและไทย มีความสูง 1,513 เมตร รองลงมาคือยอดเขาพะเนินทุ่งซึ่งมีความสูง 1,207เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากสันเขื่อนแก่งกระจานมีถนนเลียบออกมาทางซ้ายมือเป็นระยะทาง 3กิโลเมตรถึงที่ทำการอุทยานฯ 


สถานที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ




       ทะเลสาบ  มีเนื้อที่ประมาณ45 ตารางกิโลเมตร  มีเกาะกลางแม่น้ำอยู่มากมายหลายเกาะ  นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะล่องเรือชมทิวทัศน์เพื่อพักผ่อนหรือตกปลาน้ำจืดในทะเลสาบ  ก็สามารถเช่าเรือได้ที่ร้านอาหารหรือชมรมเรือที่อยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ หรือที่บ้านท่าเรือใกล้เขื่อนแก่งกระจาน  ราคา500 - 700 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง สามารถแวะชมเกาะพลับพลาหรือเกาะในหลวง สะพานสลิงไหว้พระที่เกาะโสม
       เขาพะเนินทุ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯในเขตประเทศไทยอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50กิโลเมตร เป็นภูเขาที่มีระดับความสูง 1,207 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางบริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุมทิวทัศน์งดงาม สามารถเห็นทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว   มีจุดชมวิวที่สวยงามบริเวณกม.30 กม. 33 และ กม.36 โดยบริเวณกม.30 เป็น พะเนินทุ่งแคมป์ มีบริการร้านค้าและจุดกางเต็นท์พักแรม กม.33 เป็นลานชมวิว มีห้องน้ำบริการ ส่วน กม.36 เป็นจุดชมวิวที่ใกล้ชิดทะเลหมอกการเดินทางขึ้นเขาพะเนินทุ่งควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเนื่องจากเป็นทางดินสูงชันบางช่วงข้ามผ่านลำธาร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปกลับในวันเดียวหรืออาจพักค้างแรมที่พะเนินทุ่งแค้มป์ คืนก็ได้ ติดต่อรถ เจ้าหน้าที่นำทางอาหารและเต็นท์สำหรับพักค้างแรมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ หรือที่รีสอร์ทบริเวณแก่งกระจาน    เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ อุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาในการขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้นช่วงเช้าเวลา 05.00-07.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 13.00-15.00 น. เวลาลง ช่วงเช้าเวลา9.00-10.00 น. ช่วงบ่ายเวลา 16.00-17.00 น.   สำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องกรอกใบอนุญาตผ่านทางที่ด่านตรวจเขาสามยอดซึ่งอยู่ระหว่างทางขึ้นเขา  โดยเสียค่าธรรมเนียม คนละ 40 บาท ค่านำรถยนต์เข้าพะเนินทุ่งคันละ 30 บาท ค่าเช่ารถปิคอัพขึ้นเขาพะเนินทุ่งไปกลับวันเดียวประมาณ 1,400-1,500 บาท หากพักค้างแรมและรับกลับในวันรุ่งขึ้นคิดราคา 2,000 บาท
หมายเหตุเนื่องจากในช่วงฤดูฝน เส้นทางจากแค้มป์บ้านกร่าง-เขาพะเนินทุ่งไม่สะดวกอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่นักท่องเที่ยว จึงมีกำหนดปิดการท่องเที่ยว เฉพาะบริเวณบ้านกร่างและเขาพะเนินทุ่งในระหว่างวันที่ สิงหาคม - 31 ตุลาคม ของทุกปีเพื่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้มีโอกาสฟื้นตัว 
       น้ำตกทอทิพย์  อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่ง 15 กิโลเมตร  สามารถเดินทางโดยรถยนต์ และเดินทางเท้าเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ 3 กิโลเมตร ไปกลับเดินกิโลเมตร  มีความสูง ชั้น ชั้นที่ เป็นชั้นที่สวยที่สุดแต่ละชั้นสวยงามแปลกตา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น  ทั้งนี้การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า  ควรขอคำแนะนำและคนนำทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน  นอกจากนี้  ควรใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องดีเพราะเส้นทางผ่านหุบเขาลาดชัน
       เส้นทางดูนก– ผีเสื้อจะเริ่มจากที่กิโลเมตรศูนย์ คือบริเวณด่านตรวจเขาสามยอดถึงกิโลเมตรที่ 18 จะพบผีเสื้อได้ตามสองข้างทางหรือตามโป่งดินระหว่างกิโลเมตรที่ 10-12  และจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถดูนกได้คือ บริเวณตั้งแต่อ่างเก็บน้ำห้วยสามยอดเลยด่านตรวจมาไม่ไกล ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำนานาชนิดส่วนเส้นทางศึกษาธรรมชาตินั้นนับตั้งแต่กิโลเมตรที่ 18 ขึ้นไป และบริเวณกิโลเมตรที่18-27 อาจจะพบเห็นนกกระลิงเขียดหางหนามซึ่งเป็นนกที่พบในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เดียวในประเทศไทย
       แค้มป์บ้านกร่างเป็นจุดพักค้างแรมกางเต็นท์สำหรับผู้สนใจดูนกและผีเสื้อเนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย  อยู่บริเวณกม.15 มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง  ไม้ที่พบมากคือไม้ตะเคียนทอง ไม้ยาง ไม้มะค่าโมง ไม้หอมหรือไม้กฤษณา  และเป็นป่าที่ชุ่มชื้นจึงมีเฟิร์น กระโถนฤาษี หนุมาน หวายขึ้นอย่างสมบูรณ์และยังมีสัตว์ป่ามากมายเช่น ช้างป่า กระทิง วัวแดง เก้ง กวางหมีและสัตว์ป่าสงวน เช่น เลียงผา เก้งหม้อ สมเสร็จ และแมวลายหินอ่อน  รวมทั้งผีเสื้อมากกว่า150 ชนิดให้ศึกษา  โดยเฉพาะในหน้าแล้งจะเห็นฝูงผีเสื้อลงไปกินดินโป่งเป็นจำนวนมาก  และประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน จะสามารถพบเห็นนกหลายชนิดที่กำลังสร้างรัง  วางไข่เลี้ยงลูกอ่อน เช่น นกกก นกกาฮังซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของป่าดงดิบ
บริเวณบ้านกร่างมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง คือ 
น้ำตกปราณบุรี มี ชั้น เป็นน้ำตกเล็ก ๆ อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯกจ.ประมาณ กิโลเมตร
       น้ำตกแม่สะเลียงมี ชั้นเป็นน้ำตกสายเล็ก ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทาง วัน คืน  รอบ ๆน้ำตกยังเป็นป่าที่สมบูรณ์ร่มรื่น
        ถ้ำหัวช้าง อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ฯกจ.ไปทางทิศตะวันออก กิโลเมตร ระยะทางเดินเท้าเข้าถ้ำประมาณ 200 เมตรเป็นถ้ำหินปูนภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยลักษณะคล้ายหัวกระโหลกช้าง
        ถ้ำเขาปะการังอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ฯ กจ. ๔ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ๓ กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม
        เขาปะการัง  เป็นภูเขาหินปูนสีเทาอมน้ำเงินมีหน้าผาให้ชมทิวทัศน์ที่สวยงามประกอบด้วยป่าไม้เขียวขจีและภูเขาสลับซับซ้อน
        
ค่าเข้าชมอุทยานฯ    คนไทย ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท เด็ก คนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 200บาทเด็ก คนละ 100 บาท

สิ่งอำนวยความสะดวก
        อุทยานมีบ้านพัก 18 หลัง บริเวณที่ทำการฯและริมอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานซึ่งต้องติดต่อล่วงหน้าที่แผนกจองบ้านพักอุทยานฯที่กรุงเทพฯนักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์ได้บริเวณริมอ่างเก็บน้ำ ข้างที่ทำการอุทยานฯกางเต็นท์ได้ 200 หลัง บริเวณบ้านกร่างแคมป์ (กม.15) กางเต็นท์ได้ 100 หลังและพะเนินทุ่งแคมป์ กางเต็นท์ได้ 60 หลัง นอกจากนี้ บริเวณภายนอกอุทยานฯมีรีสอร์ทให้บริการหลายแห่ง ทั้งในอำเภอแก่งกระจาน และอำเภอท่ายางส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชร
        สามารถติดต่อจองบ้านพักในอุทยานฯ ได้ที่
        กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือทางเว็บไซต์www.dnp.go.thหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโทร. 0 3245 9293 
กำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ กรกฎาคม 2551  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ออกประกาศกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดังนั้น ก่อนการเข้าไปท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาตินักท่องเที่ยวควรตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทางที่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 ระหว่าง 08.00-16.30 น. 
การเดินทาง
         รถยนต์  จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถึงอำเภอปากท่อจังหวัดราชบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรีจะถึงสี่แยกท่ายาง เลี้ยวขวาเข้าอำเภอท่ายาง  แล้ววิ่งไปตามถนนเลียบคลองชลประทานตามทางหลวงหมายเลข 3499ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอแก่งกระจานจากปากทางเข้าอุทยานฯ อีก กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานฯ
        รถโดยสารประจำทาง จะมีรถสายกรุงเทพฯ-ท่ายาง ลงที่ตลาดท่ายางจากนั้นต่อรถสองแถวไปตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างหรือจักรยานยนต์ไปอีก กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ    หรือใช้บริการรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ฝั่งราชวิถี) ราคาคนละ 180-200 บาทไปที่ตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างอีก 4กิโลเมตรไปยังที่ทำการอุทยานฯ



Translate